อยากเป็นคนที่ถูกรัก
posted on 12 Sep 2009 12:32 by chocochic in Diary
อีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ ก็จะถึงวันครบรอบที่เราคบกันอีกแล้ว
ความไม่ชัดเจนยังคงอยู่ จะคบกันแบบมึนๆ เรื่อยๆ อย่างนี้น่ะเหรอ
ไม่ใช่เด็กๆกันแล้วนะ ไม่มีอะไรที่ชัดเจนได้เลยว่า
"ฉันจะสามารถฝากชีวิตไว้กับคนๆนี้ได้"
ไม่มีเลย ไม่มีจริงๆ ตั้งแต่เรารู้จักกัน ศึกษากันกว่าครึ่งปีก่อนจะตกลงปรับสถานะขึ้นเป็นคนรัก
กว่าจะเข้าใจ ว่าใครเป็นยังไง เพราะต่างคนก็มีโลกส่วนตัวสูง
มีกำแพงหนาที่กั้นไว้ระหว่างเรา แต่เราสองคนก็ช่วยกะทลายกำแพงนั่นทีละเล็กละน้อย
ฉันไม่ชอบให้ใครเดินจับมือ
ฉันไม่ชอบให้ใครถือกระเป๋าให้
ของๆฉัน ฉันซื้อเองฉันถือเองได้
ฉันไม่ชอบให้ใครเดินโอบไหล่
ฉันไม่ชอบให้ใครเซ้าซี้
ฉันไม่ชอบคนเจ้ากี้เจ้าการ
ฉันไม่ชอบให้ใครมาถามว่าฉันจะเอายังไง
ฉันไม่ชอบให้ใครจ้องหน้าเวลากิน
ฉันไม่ชอบให้ใครมารับมาส่ง
ฉันไม่ชอบให้ใครมาเดินตามตอนช็อปปิ้ง
ฉันไม่ชอบให้ใครมาเดินตามฉันเวลาไปเลือกหนังสือ
ฉันไม่ชอบให้ใครออกความเห็นเวลาฉันจะเลือกรองเท้าสักคู่
ฉันไม่ชอบคำตอบว่า "อะไรก็ได้"
ฉันไม่ชอบการผิดนัดหรือมาสาย
ฉันไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ และฉันก็ไม่ชอบเอาเปรียบใคร
ฉันไม่ชอบการที่คบแบบเผื่อเลือก
ฉันไม่ชอบคุยโทรศัพท์นานๆ โดยไม่มีธุระ
ฉันชอบเที่ยวชอบอยู่กับเพื่อน
ฉันชอบอ่านหนังสือ ฟังเพลง มากกว่าดูหนังกับแฟน
ฉันชอบนอนมากกว่าออกไปเดต
ฉันชอบดูทีวีมากกว่าคุยโทรศัพท์
ฉันชอบนั่งในร้านชา-กาแฟเล็กๆ แต่อร่อย มากกว่าร้านใหญ่ๆ ขายการตลาด
ฉันชอบอยู่คนเดียวมากกว่าจะให้ใครมาใช้ห้องร่วมกัน
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้เขาเข้าใจและยอมรับได้ เพราะเขาเองก็เป็นเหมือนกัน
เราสองต่างมีโลกส่วนตัวที่คล้ายกัน ชอบเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน
แต่
เมื่อถึงจุดๆหนึ่งผู้หญิงเราก็ต้องการความชัดเจน
แม้ว่าไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องมาขอแต่งงานภายในปีสองปีนี้
แต่ก็ต้องการความชัดเจนว่าที่เราคบกันอยู่นั้น คืออะไร
คำว่ารัก มันพูดลำบากมากใช่ไหม แต่ทำไมถึงชอบให้ฉันพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ในขณะที่ตัวเองไม่ยอมพูดมัน
การแสดงออกว่ารักกันนั้น มันยากนะ เพราะเราอยู่ห่างกัน ไม่สามารถเห็นสีหน้าและความรู้สึกได้
จนบางครั้งรู้สึกท้อ และขอเลิก แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ไป
เขาบอก ไม่มีใครทนเขาได้เท่ากับฉัน ไม่มีใครยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้อย่างฉัน
ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีนิสัยแบบฉัน คงไม่มีใครรักเขาได้เท่ากับฉัน
แต่เขาก็ยังละเลยฉัน ละเลยความรู้สึกเล็กๆน้อย ในความเป็นผู้หญิงของฉัน
ว่ายังไงฉันก็ยังคือผู้หญิง
เขามีพอดีทุกอย่าง ไม่มากไปน้อยไป แม้ไม่เพอร์เฟกต์ แต่คือคนที่เราพอใจ
เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งมันก็ดี
แต่เรื่องเดียวที่ไม่ดีก็คือ การคบกันแบบมึนๆ ของเรานี่แหละ
ฉันยังไม่กล้าบอกที่บ้านเลยว่าเราเป็นแฟนกัน ก็ได้แต่บอกว่าเป็นเพื่อน
จนจะถูกจับให้แต่งงานอยู่แล้ว เขาก็ยังเฉยๆ แต่ก็แอบจิกกัดว่าจะทิ้งเขาจริงๆเหรอ
ไม่ได้บอกว่าจะทิ้ง ไม่ได้บอกว่าจะแต่งงาน แต่อยากบอกว่า หึงฉันบ้างสิ
เปลี่ยนทรงผมทีไร แล้วถ้าคนอื่นบอกว่าเหมาะ / ดี เขากลับไม่ชอบ
แต่งหน้าออกจากบ้านมา (แต่งบางครั้งและอ่อนๆ จนเพื่อนถามว่าแน่ใจนะว่าแต่งหน้าแล้ว) เขาก็ไม่ชอบ
แต่งตัวน่ารัก / เซ็กซี่ / กระโปรงสั้น / กางเกงขาสั้น / เสื้อกล้าม เขาก็บอกว่าให้ใส่อยู่บ้าน
ใส่รองเท้าส้นสูง เขาก็บ่น
ออกไปเดินเล่นเซ็นทรัลเวิร์ลด / สยาม คนเดียว เขาก็ว่า
ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วมีเพื่อนผู้ชายมาเยอะ เขาก็โกรธ
แสดงออกว่าชอบศิลปินคนไหน เขาก็จะจงเกลียดจงชังศิลปินเหล่านั้นไปซะหมด
ฯลฯ
แบบนี้เขาเรียกว่าหึงรึเปล่านะ
สามปีมานี้มันไม่มีอะไรกระเตื้องขึ้นเลยสักนิด แถมเดี๋ยวนี้ชอบจับผิดอยู่บ่อยๆ
ก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะไม่เคยมีอะไรปิดบัง
มีคนมาจีบก็บอกหมด ก็เหมือนเขาจะเริ่มรู้สึกตัวบ้างละนะ ว่าฉันไม่ใช่ของตาย
เพราะมีคนเข้ามาขายขนมจีบอยู่บ้าง และเขาก็กันท่าพวกนั้นออกไปได้ตลอด
เวลามันยังเดินต่อไป ถ้าวันนึงเขาบอกว่าไม่เคยรักฉันเลย ฉันจะทำยังไง
เขาจะขังหัวใจฉันไว้อย่างนี้ต่อไปใช่ไหม จนกว่าเขาจะแน่ใจ
แล้วเมื่อไรล่ะ อีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าให้รอถึงอายุ 35 แล้วค่อยบอกว่ารักกัน
ฉันคงไม่รอแล้วล่ะ
แต่ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่เลิกแล้วจะหาใหม่ได้ง่ายๆ
ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน มาตรฐานในการจะเปิดใจก็สูงขึ้น
ก็ยิ่งปิดกั้นตัวเองที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครอีกมากขึ้น
ฉันไม่อยากเริ่มต้นใหม่กับใคร แต่ฉันอยากรู้สึกว่าเป็นคนที่ถูกรักบ้าง เท่านั้นเอง
ความไม่ชัดเจนยังคงอยู่ จะคบกันแบบมึนๆ เรื่อยๆ อย่างนี้น่ะเหรอ
ไม่ใช่เด็กๆกันแล้วนะ ไม่มีอะไรที่ชัดเจนได้เลยว่า
"ฉันจะสามารถฝากชีวิตไว้กับคนๆนี้ได้"
ไม่มีเลย ไม่มีจริงๆ ตั้งแต่เรารู้จักกัน ศึกษากันกว่าครึ่งปีก่อนจะตกลงปรับสถานะขึ้นเป็นคนรัก
กว่าจะเข้าใจ ว่าใครเป็นยังไง เพราะต่างคนก็มีโลกส่วนตัวสูง
มีกำแพงหนาที่กั้นไว้ระหว่างเรา แต่เราสองคนก็ช่วยกะทลายกำแพงนั่นทีละเล็กละน้อย
ฉันไม่ชอบให้ใครเดินจับมือ
ฉันไม่ชอบให้ใครถือกระเป๋าให้
ของๆฉัน ฉันซื้อเองฉันถือเองได้
ฉันไม่ชอบให้ใครเดินโอบไหล่
ฉันไม่ชอบให้ใครเซ้าซี้
ฉันไม่ชอบคนเจ้ากี้เจ้าการ
ฉันไม่ชอบให้ใครมาถามว่าฉันจะเอายังไง
ฉันไม่ชอบให้ใครจ้องหน้าเวลากิน
ฉันไม่ชอบให้ใครมารับมาส่ง
ฉันไม่ชอบให้ใครมาเดินตามตอนช็อปปิ้ง
ฉันไม่ชอบให้ใครมาเดินตามฉันเวลาไปเลือกหนังสือ
ฉันไม่ชอบให้ใครออกความเห็นเวลาฉันจะเลือกรองเท้าสักคู่
ฉันไม่ชอบคำตอบว่า "อะไรก็ได้"
ฉันไม่ชอบการผิดนัดหรือมาสาย
ฉันไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ และฉันก็ไม่ชอบเอาเปรียบใคร
ฉันไม่ชอบการที่คบแบบเผื่อเลือก
ฉันไม่ชอบคุยโทรศัพท์นานๆ โดยไม่มีธุระ
ฉันชอบเที่ยวชอบอยู่กับเพื่อน
ฉันชอบอ่านหนังสือ ฟังเพลง มากกว่าดูหนังกับแฟน
ฉันชอบนอนมากกว่าออกไปเดต
ฉันชอบดูทีวีมากกว่าคุยโทรศัพท์
ฉันชอบนั่งในร้านชา-กาแฟเล็กๆ แต่อร่อย มากกว่าร้านใหญ่ๆ ขายการตลาด
ฉันชอบอยู่คนเดียวมากกว่าจะให้ใครมาใช้ห้องร่วมกัน
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้เขาเข้าใจและยอมรับได้ เพราะเขาเองก็เป็นเหมือนกัน
เราสองต่างมีโลกส่วนตัวที่คล้ายกัน ชอบเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน
แต่
เมื่อถึงจุดๆหนึ่งผู้หญิงเราก็ต้องการความชัดเจน
แม้ว่าไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องมาขอแต่งงานภายในปีสองปีนี้
แต่ก็ต้องการความชัดเจนว่าที่เราคบกันอยู่นั้น คืออะไร
คำว่ารัก มันพูดลำบากมากใช่ไหม แต่ทำไมถึงชอบให้ฉันพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ในขณะที่ตัวเองไม่ยอมพูดมัน
การแสดงออกว่ารักกันนั้น มันยากนะ เพราะเราอยู่ห่างกัน ไม่สามารถเห็นสีหน้าและความรู้สึกได้
จนบางครั้งรู้สึกท้อ และขอเลิก แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ไป
เขาบอก ไม่มีใครทนเขาได้เท่ากับฉัน ไม่มีใครยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้อย่างฉัน
ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีนิสัยแบบฉัน คงไม่มีใครรักเขาได้เท่ากับฉัน
แต่เขาก็ยังละเลยฉัน ละเลยความรู้สึกเล็กๆน้อย ในความเป็นผู้หญิงของฉัน
ว่ายังไงฉันก็ยังคือผู้หญิง
เขามีพอดีทุกอย่าง ไม่มากไปน้อยไป แม้ไม่เพอร์เฟกต์ แต่คือคนที่เราพอใจ
เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งมันก็ดี
แต่เรื่องเดียวที่ไม่ดีก็คือ การคบกันแบบมึนๆ ของเรานี่แหละ
ฉันยังไม่กล้าบอกที่บ้านเลยว่าเราเป็นแฟนกัน ก็ได้แต่บอกว่าเป็นเพื่อน
จนจะถูกจับให้แต่งงานอยู่แล้ว เขาก็ยังเฉยๆ แต่ก็แอบจิกกัดว่าจะทิ้งเขาจริงๆเหรอ
ไม่ได้บอกว่าจะทิ้ง ไม่ได้บอกว่าจะแต่งงาน แต่อยากบอกว่า หึงฉันบ้างสิ
เปลี่ยนทรงผมทีไร แล้วถ้าคนอื่นบอกว่าเหมาะ / ดี เขากลับไม่ชอบ
แต่งหน้าออกจากบ้านมา (แต่งบางครั้งและอ่อนๆ จนเพื่อนถามว่าแน่ใจนะว่าแต่งหน้าแล้ว) เขาก็ไม่ชอบ
แต่งตัวน่ารัก / เซ็กซี่ / กระโปรงสั้น / กางเกงขาสั้น / เสื้อกล้าม เขาก็บอกว่าให้ใส่อยู่บ้าน
ใส่รองเท้าส้นสูง เขาก็บ่น
ออกไปเดินเล่นเซ็นทรัลเวิร์ลด / สยาม คนเดียว เขาก็ว่า
ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วมีเพื่อนผู้ชายมาเยอะ เขาก็โกรธ
แสดงออกว่าชอบศิลปินคนไหน เขาก็จะจงเกลียดจงชังศิลปินเหล่านั้นไปซะหมด
ฯลฯ
แบบนี้เขาเรียกว่าหึงรึเปล่านะ
สามปีมานี้มันไม่มีอะไรกระเตื้องขึ้นเลยสักนิด แถมเดี๋ยวนี้ชอบจับผิดอยู่บ่อยๆ
ก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะไม่เคยมีอะไรปิดบัง
มีคนมาจีบก็บอกหมด ก็เหมือนเขาจะเริ่มรู้สึกตัวบ้างละนะ ว่าฉันไม่ใช่ของตาย
เพราะมีคนเข้ามาขายขนมจีบอยู่บ้าง และเขาก็กันท่าพวกนั้นออกไปได้ตลอด
เวลามันยังเดินต่อไป ถ้าวันนึงเขาบอกว่าไม่เคยรักฉันเลย ฉันจะทำยังไง
เขาจะขังหัวใจฉันไว้อย่างนี้ต่อไปใช่ไหม จนกว่าเขาจะแน่ใจ
แล้วเมื่อไรล่ะ อีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าให้รอถึงอายุ 35 แล้วค่อยบอกว่ารักกัน
ฉันคงไม่รอแล้วล่ะ
แต่ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่เลิกแล้วจะหาใหม่ได้ง่ายๆ
ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน มาตรฐานในการจะเปิดใจก็สูงขึ้น
ก็ยิ่งปิดกั้นตัวเองที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครอีกมากขึ้น
ฉันไม่อยากเริ่มต้นใหม่กับใคร แต่ฉันอยากรู้สึกว่าเป็นคนที่ถูกรักบ้าง เท่านั้นเอง
Tags: คนรัก, ความรัก2 Comments
แสดงออกว่าชอบศิลปินคนไหน เขาก็จะจงเกลียดจงชังศิลปินเหล่านั้นไปซะหมด
4 อันนี้น่าจะคือ หึง นะคับ
ผมก้อเป็นเรื่อง ดารา/แต่งตัว/กับเที่ยวกะเพื่อนผุชาย
คุยกันให้เคลียเลยดีมั้ยคับ
#1 By Vichyasviel von Einzbern on 2009-09-12 12:48